พฤติกรรมผู้บริโภคฮาลาลกำลังเคลื่อนตัวไปสู่จุดที่เรียกว่า “CONSCIOUS HALAL” หรือการบริโภคอย่างมีสติและรับผิดชอบ ในทศวรรษปัจจุบัน ตลาดฮาลาลไม่ได้เป็นเพียง"ตลาดเฉพาะกลุ่ม" (Niche Market) อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำ คัญของเศรษฐกิจโลกด้วยมูลค่าการบริโภคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก State of the Global Islamic EconomyReport ระบุว่าการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 7% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ "พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป" ของผู้บริโภคมุสลิมรุ่นใหม่ (Gen Z และ Alpha) ที่เริ่มตั้งคำ ถามถึงที่มาคุณภาพ และผลกระทบต่อโลกบทความนี้จะพาไปสำ รวจ 10 เทรนด์สำ คัญที่จะมา พลิกโฉมอุตสาหกรรมฮาลาลในระยะ 3 ปีข้างหน้า
บทความ
บทความล่าสุด
ติดตามข่าวสารและความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมฮาลาล
ตลาดลูกอมและขนมหวานจากน้ำตาลในอินโดนีเซียมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ค่อนข้างชะลอตัว โดยจากปี 2567 ที่มีมูลค่า 15,002.2 พันล้าน IDR คาดว่าจะขยายตัวถึง 16,295.2 พันล้าน IDR ภายในปี 2572 สะท้อนอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) เพียง 0.9% เท่านั้น การเติบโตที่จำกัดนี้อาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยลดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลสูง ขณะเดียวกันตลาดยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มผู้บริโภควัยเด็กและวัยรุ่นที่เป็นฐานความต้องการหลัก รวมถึงการพัฒนาและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ลูกอมผสมวิตามิน ขนมหวานที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ หรือสูตรที่ลดน้ำตาล ซึ่งช่วยรักษาการเติบโตของตลาดให้อยู่ในทิศทางบวก
ในอดีต เครื่องสำอางในบังกลาเทศเคยถูกมองว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษหรือในกลุ่มผู้มีฐานะ แต่วันนี้ความคิดนั้นได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นตามห้างในกรุงธากา หรือร้านค้าริมถนนในหมู่บ้านเล็กๆ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนตัวได้กลายเป็นของใช้ประจำวันของผู้คนหลายล้านคนทั่วประเทศอุตสาหกรรมนี้ในบังกลาเทศมีมูลค่ารวมกว่า 25,000 crore ตากา หรือประมาณ 228,000 ล้านบาท คิดเป็นครึ่งหนึ่งของตลาดสินค้า FMCG ทั้งหมดในประเทศ ซึ่งเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% และจ้างแรงงานกว่า 20,000 คน โดยอัตราการบริโภคต่อหัวยังถือว่าต่ำมาก (เพียง 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ) เมื่อเทียบกับอินเดียหรืออินโดนีเซีย จึงเปิดช่องว่างให้การเติบโตในอนาคตยังมีศักยภาพอีกมากการแข่งขัน: แบรนด์ท้องถิ่นลุกขึ้นท้าทายยักษ์ใหญ่แม้แบรนด์ต่างชาติจะครองตลาดอยู่ถึง 70% โดยอาศัยชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน และแชมพู แบรนด์หลักๆ ได้แก่ Unilever, Marico, Square Toiletries, Kohinoor Chemical Company และ Procter & Gamble มีการใช้พรีเซ็นเตอร์ดัง และงบโฆษณามหาศาล แต่แบรนด์ท้องถิ่น เช่น Square Toiletries, KCCL, และ ACIกลับได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยการเข้าใจผู้บริโภคในประเทศอย่างลึกซึ้ง ผลิตภัณฑ์บางแบรนด์ เช่น Senora (ผลิตภัณฑ์สุขอนามัยหญิง) และ Maya (เน้นสมุนไพรธรรมชาติ) กลายเป็นผู้นำในตลาดเฉพาะกลุ่ม ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ท้องถิ่นยังเริ่มก้าวสู่ตลาดพรีเมียมด้วยสินค้าที่พัฒนาจาก insight ผู้บริโภค เช่น Remark HB ที่ได้รับคำสั่งซื้อมูลค่าสูงจากตะวันออกกลางและอินเดีย สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพในการส่งออกเริ่มเห็นผลจริงส่งผลให้ตลาดแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: แบรนด์ท้องถิ่นยังได้รับความนิยมในชนบทและเขตชานเมือง ขณะที่สินค้านำเข้าดึงดูดผู้บริโภคเมืองที่มีรายได้กลาง-สูง
ตลาดยาสมุนไพรโลกเติบโตต่อเนื่อง ตลาดยาสมุนไพรทั่วโลกมีมูลค่า 71.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวไปถึง 429.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 19.64% ภูมิภาคอเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลัก มีส่วนแบ่งร้อยละ 46.10 มูลค่า 32.96 พันล้านดอลลาร์ การเติบโตนี้เป็นผลจากความชุกของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ทำ ให้ผู้บริโภคหันมาใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการจัดการสุขภาพแบบธรรมชาติขณะที่ตลาดเภสัชภัณฑ์ฮาลาลขยายตัวจาก 0.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 เป็น 1.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2573 อัตราเติบโต 12.58% ต่อปี เนื่องจากปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ กฎระเบียบที่เข้มงวด และเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนาขึ้น
อินโดนีเซียไม่เพียงแค่เป็นประเทศมุสลิมที่มีประชากรมากที่สุดในโลก แต่ยังเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายด้านสินค้าฮาลาลมากที่สุด แซงหน้าทั้งตุรกี ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน ตลาดฮาลาลของอินโดนีเซียไม่ได้จำกัดเฉพาะอาหาร แต่ครอบคลุมถึงแฟชั่นมุสลิม เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพความยากจนจะดีขึ้น ความแตกต่างระหว่างตัวเลขทางเศรษฐกิจกับความรู้สึกจริงของประชาชนยังคงห่างไกล