ข่าวจาก bianet ระบุว่า ตุรกีมีอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารสูงถึง 34.55% ต่อปี ทำให้ติดอันดับ 4 ของโลก จากข้อมูล Trading Economics ครอบคลุม 176 ประเทศ โดยเป็นรองเพียง เวเนซุเอลา 672% ซูดานใต้ 106% และ
อิหร่าน 105% เท่านั้น
ในยุโรป ตุรกีถือเป็นประเทศที่มีเงินเฟ้ออาหารสูงที่สุดในยุโรป สูงกว่ายูเครนประมาณ 3.5 เท่า
แม้ยูเครนยังอยู่ในภาวะสงครามกับรัสเซีย โดยยูเครนมีเงินเฟ้ออาหาร 9.7% ขณะที่ประเทศยุโรปอื่นๆ เช่น มาซิโดเนียเหนือ 8% โรมาเนีย 7.39% นอร์เวย์ 6.6% มอลโดวาและเบลารุส 6.3%
เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรป ช่องว่างยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะค่าเฉลี่ยเงินเฟ้ออาหารของ EU อยู่ที่ 2.4% และ ยูโรโซน
อยู่ที่ 2.2% หมายความว่าเงินเฟ้ออาหารของตุรกีสูงกว่า EU ประมาณ 14 เท่า และสูงกว่ายูโรโซนประมาณ 16 เท่า
เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ตุรกีอยู่ในอันดับ 2 รองจากอิหร่าน โดยประเทศเพื่อนบ้านอื่นมีอัตราต่ำกว่ามาก เช่น อาร์เมเนีย 9.5% จอร์เจีย 7.5% อาเซอร์ไบจาน 6.8% บัลแกเรีย 5.7% กรีซ 4.4% และอิรัก 1.5% หากไม่นับอิหร่าน ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้ออาหารของประเทศเพื่อนบ้านตุรกีอยู่ที่เพียง
ประมาณ 5.9%
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ประเมินสถานการณ์และระบุว่า สาเหตุหลักประการหนึ่ง
ที่ขับเคลื่อนราคาอาหารในตุรกีให้พุ่งสูงคือ การอ่อนค่าอย่างรุนแรงของเงินสกุลลีราตุรกี
ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่จำเป็นต้องนำเข้า เช่น เมล็ดพันธุ์
ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย อาหารสัตว์ และพลังงาน/น้ำมันดีเซล ขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
อีกประเด็นสำคัญคือ นโยบายเกษตรและเงินอุดหนุนภาครัฐไม่เพียงพอ แม้กฎหมายเกษตรกำหนดว่าเงินสนับสนุนภาคเกษตรไม่ควรต่ำกว่า 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ในปี 2569
รัฐจัดสรรงบสนับสนุนเกษตร 168,000 ล้านลีรา คิดเป็นเพียงประมาณ 0.27% ของรายได้ประชาชาติที่คาดการณ์ไว้ในปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าระดับที่กฎหมายกำหนดมาก