สำนักข่าว The Halal Times รายงานการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ประจำปี 2569 เผยกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ยังคงครองแชมป์ความน่าอยู่ด้านโครงสร้างพื้นฐานและความปลอดภัย ขณะที่เมืองรองของตุรกีทำผลงานโดดเด่นแซงหน้าอิสตันบูล ด้วยดัชนีคุณภาพชีวิต สภาพอากาศ และค่าครองชีพที่เข้าถึงง่าย สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเมืองในโลกมุสลิม
การจัดอันดับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกมุสลิม ประจำปี 2569 โดยใช้ข้อมูลดัชนีคุณภาพชีวิต (Quality of Life Index) จาก Numbeo ซึ่งประเมินจากปัจจัยหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัย ความสะดวกในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน/ระบบสาธารณสุข ค่าครองชีพต่อรายได้ และสิ่งแวดล้อม/สภาพอากาศ โดยผลการจัดอันดับ 10 อันดับแรก มีดังนี้
อันดับ 1 อาบูดาบี (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) - 182.0 คะแนน: โดดเด่นด้วยคะแนนความปลอดภัยสูงที่สุด (88.7) และระยะเวลาการเดินทางสัญจรต่ำที่สุด
อันดับ 2 มัสกัต (โอมาน) - 180.9 คะแนน: มีระดับมลพิษต่ำที่สุดในกลุ่มเมืองทั้งหมด (35.9) พร้อมสมดุลค่าครองชีพที่ดี
อันดับ 3 โดฮา (กาตาร์) - 175.1 คะแนน: มีระบบสาธารณสุขยอดเยี่ยมที่สุด (73.8) และกำลังซื้อของผู้แต่งงานสูง
อันดับ 4 มานามา (บาห์เรน) - 174.1 คะแนน: มีค่าครองชีพต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (45.7)
อันดับ 5 บูร์ซา (ตุรกี) - 169.3 คะแนน: เมืองรองที่แซงหน้าอิสตันบูล ด้วยสภาพอากาศดีเยี่ยม (93.4) และระบบสาธารณสุขระดับสูง
อันดับ 6 ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) - 167.6 คะแนน: ยังคงความเป็นเมืองเศรษฐกิจที่
คล่องตัว แม้ค่าครองชีพจะสูงกว่าเมืองอื่นในกลุ่ม
อันดับ 7 อันตัลยา (ตุรกี) - 161.9 คะแนน: เด่นด้านสภาพแวดล้อมและการเป็นเมืองน่าอยู่อาศัยจริง
อันดับ 8 เจดดาห์ (ซาอุดีอาระเบีย) - 156.8 คะแนน: ประตูสู่เศรษฐกิจฮาลาลและการแสวงบุญที่มีคะแนนสมดุลรอบด้าน
อันดับ 9 อิซเมียร์ (ตุรกี) - 154.2 คะแนน: คว้าคะแนนด้านสภาพอากาศสูงสุดในการจัดอันดับทั้งหมด (96.9)
อันดับ 10 ริยาดห์ (ซาอุดีอาระเบีย) - 152.1 คะแนน: เมืองหลวงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกำลังซื้อของประชากรในระดับสูง
ข้อสังเกตสำคัญจากการจัดอันดับนี้คือ เมืองใหญ่ระดับโลกอย่าง อิสตันบูล ไม่ติด 10 อันดับแรก (อยู่อันดับล่างด้วยคะแนน 127.2) เนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดและความปลอดภัยที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ จำนวนประชากรไม่ได้เป็นปัจจัยตัดสินคุณภาพชีวิต ดังจะเห็นได้จากเมืองขนาดเล็กอย่างมานามาที่สามารถทำคะแนนติดอันดับ Top 5 ได้